คลังเก็บหมวดหมู่: ไม้เลื้อย

มะก่ำตาแมว

หนอนตายหยาก

หนอนตายหยาก

มะก่ำตาแมว
รหัส 7-71150-001-084/1
ต้นหนอนตายหยาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Stemona tuberose Lour วงศ์ Stemonaceaeหนอนตายหยาก เป็นพันธุ์ไม้จำพวกไม้เลื้อยตามพื้นดินหรือพาดพันตามต้นไม้อื่น
ราก เป็นรากที่มีลักษณะอวบใหญ่กว่าเถา มีหน้าที่เก็บสะสมอาหาร
ต้น ต้นเป็นเถาคล้ายใบพลูมาก
ใบ ใบโต ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบพลู เส้นลายในใบถี่ละเอียด
ดอก มีดอกเล็ก ๆ เป็นกลีบ ๆ คล้ายดอกจำปา ดอกสีแดงชนิดหนึ่ง สีขาวชนิดหนึ่ง
ผล มีฝักเล็ก ปลายฝักแหลม กว้างราว 1 เซนติเมตร
เมล็ด ภายในผลมีหลายเมล็ด เมื่อแก่มีสีดำ ขนาดเล็ก
หนอนตายหยาก เป็นไม้ล้มลุกเจริญในฤดูฝน สิ้นฤดูฝนก็เหี่ยวแห้งไป ถึงฤดูฝนก็งอกงามขึ้นมาอีก เพราะมีหัวอยู่ใต้ดิน ชอบขึ้นตามป่า มีทั่วไปในประเทศไทย ท้องถิ่นมีการเรียกชื่อพืชหนอนตายหยากเหมือนกันในแต่ละท้องถิ่น และมีประสิทธิภาพในการกำจัดหนอนได้เช่นเดียวกันแต่เป็นพืชต่างชนิดกันเมื่อตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน กล่าวคือพืชที่ท้องถิ่นเรียกว่าหนอนตายหยากนั้น มีความแตกต่างกันดังนี้
1. หนอนตายหยาก พืชในวงศ์ Stemonaeae เป็นพืชที่นำส่วนของรากมาใช้ประโยชน์ พบได้ในป่าทั่ว ๆ ไปของประเทศจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ลาว ไทย ฯลฯ สำหรับประเทศไทยพบหนอนตายหยากได้ทั่วไปทุกภาค และมีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น พญาร้อยหัว กระเพียดหนู ต้นสามสิบกลีบ โป่งมดง่าม สลอดเชียงคำ ฯลฯ นอกจากนั้นหนอนตายหยากในประเทศไทยยังมีความหลากหลายในชนิด (Species) เช่น Stemona tuberose Lour, Stemona collinsae Craib, Stemona keri, Stemona berkill, Stemona stercochin ฯลฯ

สรรพคุณ ใช้เป็นตัวยาสมุนไพรรักษาโรคในคนได้หลากหลาย เช่น โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคันตามร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคพยาธิภายใน มะเร็งตับ ลดระดับน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวาน รวมทั้งริดสีดวง ปวดฟัน ปวดเมื่อย นอกจากนี้ในประเทศจีนมีการนำรากหนอนตายหยาก Stemona tuberose Lour, Stemona sessilifolia (Miq) Stemona japonica (BJ) Miq มาใช้ในการรักษาอาการไอ โรควัณโรค ฯลฯ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ แต่ก่อนที่จะทำเป็นยาก็มีขั้นตอนทำลายพิษ เช่น นำรากมาล้างให้สะอาดแล้วลวกหรือนึ่งจนกระทั่งไม่เห็นแกนสีขาวในราก ต้องตากแดดก่อนนำไปปรุงเป็นตำหรับยา โดยหั่นให้มีขนาดเล็ก หรือในบางตำราจะนำไปเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้ ในการใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช กำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนกัดกินใบ และ เพลี้ยอ่อน กำจัดเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น Rhizoctonia solani และ Erwinia carotovora รวมทั้งการกำจัดลูกน้ำยุง (นันทวัน และอรนุช 2543) สารออกฤทธิ์ที่ตรวจพบอยู่ในกลุ่ม Alkaloids ได้แก่ Stemofoline และ 16 17 –didehydro-16 (e)- Stemofoline สารนี้ตรวจพบในหนอนตายหยากชนิด Stamona collinsaecraib (Jiwajinda และคณะ 2001) ในปัจจุบันมีการขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยงหนอนตายหยากนำมาขายเป็นการค้าโดยนำรากมาสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์เพื่อใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงเกษตรกร
การขยายพันธุ์ หนอนตายหยากเป็นพืชที่นำรากมาใช้ประโยชน์แต่เวลาที่ท้องถิ่นขุดขึ้นมาขายมักติดส่วนเหง่าที่ใช้ขยายพันธุ์มาด้วยรากที่เห็นเป็นกอใหญ่ๆ นั้นต้องใช้เวลาหลานปีจึงจะเจริญเติบโตได้ขนาดนั้นประกอบกับหนอนตายหยากแต่และสายพันธุ์มีการติดฝักและติดเมล็ดได้มากน้อยแตกต่างกัน ถ้าเรายังขุดหนอนตายหยากจากป่ามาใช้โดยไม่มีการขยายพันธุ์หรือปลูกเพิ่มก็มีโอกาสการที่จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ง่าย วิธีการขายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดการแบ่งเหง้า
ประโยชน์ของหัวหนอนตายหยาก
หัวหนอนตายหยาก ใช้หัวหนอนตายอยากมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร สรรพคุณแก้โรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปากมดลูก ฆ่าพยาธิ

พลูด่าง

พลูด่าง

พลูด่าง

พลูด่าง
รหัส 7-71150-001-106/1-6
ชื่อวิทยาศาสตร์:
Scindapsus aureus Eagler
ชื่อวงศ์: ARACEAE
ชื่อสามัญ: Devil’s lvy
ชื่อท้องถิ่น: ราชินีหินอ่อน
ลักษณะวิสัย: ไม้ล้มลุก

ลักษณะทั่วไป: เป็นไม้เลื้อย ใบกลมขนาดใหญ่ ปลายใบมนแหลม ฐานใบมนแหลม ฐานใบมนเว้า พื้นใบเป็นสีเขียว มีสีเหลืองด่างเป็นแถบ ๆ ตามแผ่นใบ ออกใบ
และรากตามข้อของลำต้นก้านใบยาว โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้นตรงข้อ เป็นพรรณไม้เลื้อยเขตร้อนลำต้นอ่อน ใบเป็นรูปหัวใจ สีเหลืองด่าง สลับสีเขียวอ่อน
จะเลื้อยขึ้นในแนวดิ่งหรือปลูกให้เลื้อยไปตามฝาผนัง มีรากอากาศ มีดอกแต่ไม่สวยงาม จึงนิยมเลี้ยงเป็นไม้ประดับใบ
การกระจายพันธุ์: เป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในกระถางตั้งหลักยึดปลูกในกระถางแขวนด้วยดินร่วนซุย
หรือจะใส่ขวดน้ำปลูกเลี้ยงก็ได้
การขยายพันธ์ : โดยการตัดต้น หรือยอดมาปักชำ
ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร หรือปลูกเป็นไม้คลุมดิน หรือพรางสายตาจากสิ่งที่ไม่น่ามอง

คิ้วนาง

คิ้วนาง

คิ้วนาง

คิ้วนาง
รหัส 7-71150-001-094/1-2
ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia winitii Craib.
ชื่อวงศ์: LEGUMINOSAE
ชื่อสามัญ: -
ชื่อพื้นเมือง: อรพิม
ลักษณะทั่วไป:
ต้น เป็นไม้เถามีมือเกาะกิ่งอ่อน มีขนสีน้ำตาล
ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ รูปร่างค่อนข้างกลมโคนใบรูปหัวใจ ปลายหยักเป็น 2 แฉกเข้ามาถึงที่โคนใบ เกิดช่องว่างเป็นระยะห่างระหว่างสองแฉก 0.8-1.6 ซม. ปลายของแต่ละแฉกมน ขอบใบเรียบ เส้นใบมี 4 คู่ ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ปกคลุมด้วยขนสั้นประปรายที่ผิวใบด้านล่าง
ดอก ช่อแบบช่อกระจะ ดอกย่อยมีก้านเรียงสลับบนแกนกลางลดหลั่นตามลำดับจากบนลงล่าง ดอกย่อยประกอบด้วย วงกลีบเลี้ยงจำนวน 5 กลีบ แยกกัน ปลายของแต่ละแฉกแหลม ปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลแดง กลีบดอกจำนวน 5 กลีบ แยกกัน แบ่งเป็นกลีบกลาง สีเหลืองครีมรูปไข่กลับ กลีบคู่ข้างและกลีบคู่ล่าง ขนาดเท่ากัน เกสรเพศเมียจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงกลีบ
ฝัก/ผล แบบฝักถั่ว สีแดง แบนเกลี้ยง มี 2-4 เมล็ด เมื่อแก่เต็มที่ฝักแตก
เมล็ด สีขาวแบน ๖-๑๐ เมล็ด
ฤดูกาลออกดอก: สิงหาคม-มกราคม
การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง
ส่วนที่มีกลิ่นหอม: ดอก
การใช้ประโยชน์: ไม้ประดับและสมุนไพร
ถิ่นกำเนิด: ไทย
แหล่งที่พบ: ขึ้นตามป่าผลัดใบ และป่าโปร่งบนภูเขาหินปูนในภาคกลาง และภาคตะวันออก

สายน้ำผึ้ง

สายน้ำผึ้ง

สายน้ำผึ้ง

สายน้ำผึ้ง
รหัส 7-71150-001-091/1
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lonicera japonica Thunb.

ชื่อสามัญ : Honey Suckle

วงศ์ : Caprifoliaceae

ชื่ออื่น : -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถา กิ่งสีน้ำตาลเป็นมัน มีขนนุ่ม ใบเดี่ยวเกิดเป็นคู่ตรงกันข้าม มีขนตามเส้นกลางใบทั้งสองด้าน ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้น ดอกมีสีเหลืองอมส้ม กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกเป็นหลอดยาว 1.5-3 ซม. แยกเป็น 2 กลีบๆ บนมี 4 หยัก กลีบล่างมี 1 กลีบ เกสรเพศผู้ยาวกว่ากลีบดอก ผลกลมสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-7 ซม. เกลี้ยงไม่มีขน
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ดอกตูม เถาสด

สรรพคุณ :

ทั้งต้น
-ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผลฝีต่างๆ
– แก้ท้องร่วง ตับอักเสบ โรคลำไส้
– ปวดเมื่อยตามข้อ

ดอกตูม
– ใช้รักษาโรคผิวหนัง
– ดอกคั้นรับประทานเป็นยาเจริญอาหาร

เถาสด – ใช้รักษา บิดไม่มีตัว (ท้องเสีย) ลำไส้อักเสบ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ใช้เถาสด 100 กรัม สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในหม้อเคลือบ เติมน้ำลงไป 200 มิลลิลิตร แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ 3 ชั่วโมง แล้วเติมน้ำให้ได้ 100 มิลลิลิตร กรองเอาน้ำรับประทานวันละ 1.6-2.4 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้เพิ่มหรือลดขนาดของยาตามอาการ โดยทั่วไปเริ่มต้นให้รับประทาน 20 มิลลิลิตร ทุก 4 ชั่วโมง เมื่ออาการดีขึ้นให้รับประทานครั้งละ 20 มิลลิลิตร ทุก 6 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องร่วงหายไปให้รับประทานต่ออีก 2 วัน
สารเคมี

ใบ มี lonicerin และ luteolin-7-rhamnoglucoside

ดอก มี luteolin-7-glucoside, inositol และ saponin

ผล มี Cryptosanthin

การเวก

การเวก

การเวก

การเวก
รหัส 7-71150-001-082/1-5
ชื่อวิทยาศาสตร์: Artabtrys siamensis

ชื่อวงศ์: ANNONACEAE

ชื่อสามัญ: Gara – Wek

ชื่อพื้นเมือง: กระดังงาจีน (ภาคกลาง), สะบันงาจีน (ภาคเหนือ), กระดังงาเถา สะบันงาเครือ

ลักษณะทั่วไป:
ต้น ไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพาดซุ้มหรือค้าง ผิวของกิ่งก้านค่อนข้างเรียบ ยอดอ่อนมีขน
ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรี ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีจางกว่าและมีขนประปรายตามเส้นกลางใบ
ดอก ช่อดอกออกตรงข้ามกับใบ ก้านแบนและโค้งงอคล้ายขอ ดอกใหญ่มี 1-5 ดอก ออกตามส่วนโค้งของก้านช่อดอก ดอกอ่อนสีเขียว มีขน เมื่อแก่สีเหลือง ผิวค่อนข้างเรียบ กลิ่นหอม กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ปลายกลีบกระดกขึ้น กลีบดอกหนาแข็งเรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ รูปขอบขนานปลายแหลม โคนกลีบเว้าคล้ายรูปไข่ป้อมและโค้งแนบกับโคนกลีบชั้นใน มีจุดกระสีแดงที่ด้านในของโคนกลีบ เนื้อกลีบหนา ด้านในมีสันกลางกลีบ กลีบดอกชั้นในคล้ายกลีบชั้นนอกแต่ขนาดเล็กกว่า เกสรเพศผู้เล็ก มีจำนวนมาก เกสรเพศเมียมีหลายอัน อยู่แยกกัน แต่ยอดเกสรเพศเมียมีเมือกเหนียวติดกัน ก้านช่อดอกส่วนหนึ่งแบนและโค้งคล้ายตะขอใช้เกาะเกี่ยว
ฝัก/ผล เป็นผลกลุ่ม กลุ่มละ 4-20 ผล แต่ละผลรูปรีป้อมหรือรูปไข่กลับ ก้านผลสั้น ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ละผลมี 1-2 เมล็ด

ฤดูกาลออกดอก: ตลอดปี

การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด หรือโดยการตอนและปักชำ

ถิ่นกำเนิด: อินเดีย ศรีลังกา และจีนตอนใต้

อ้อยช้าง

อ้อยช้าง

อ้อยช้าง

อ้อยช้าง
รหัส 7-71150-001-060/1-4
ชื่อท้องถิ่น: ต้นอ้อยช้าง
ชื่อสามัญ: อ้อยช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์: Albizia myriophylla Benth
ชื่อวงศ์: FABACEAE
ลักษณะวิสัย/ประเภท: ไม้ยืนต้น
ลักษณะพืช: รูปลักษณะ : อ้อยช้าง เป็นไม้เถายืนต้น มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ยาว 10-15 ซม. โคนก้านใบป่องออก ใบย่อยรูปขอบขนานี่ ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่ง ลักษณะเป็นพู่ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอม ผลเป็นฝัก สีเหลืองถึงน้ำตาล ตรงที่เป็นเมล็ดจะมีรอยนูนเห็นชัด

สรรพคุณของ อ้อยช้าง : ราก มีรสหวาน ใช้เป็นยาแก้ไอ กระหายน้ำ ยาระบาย ผล ขับเสมหะ เนื้อไม้ มีรสหวาน แก้โรคในคอ แก้ไอขับเสมหะ การศึกษาทางเคมีพบว่า สารที่ให้ความหวาน เป็นน้ำตาลกลูโคสและซูโครส
ปริมาณที่พบ: น้อย
การขยายพันธุ์: -
อธิบายวิธีการเพาะ/ขยายพันธุ์:
การใช้ประโยชน์/ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์:
แหล่งที่พบ: -
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:
ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้: -

ว่านตีนตะขาบ

ว่านตีนตะขาบ

ว่านตีนตะขาบ

ว่านตีนตะขาบ
รหัส 7-71150-001-048/1
ชื่อว่าน : ว่านตีนตะขาบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : -

ชื่อวงศ์ : -

ชื่ออื่นๆ : ว่านตีนตะขาบ
ลักษณะ

เป็นไม้เล็กๆ ลำต้นเป็นปล้องๆ

ใบออกติดกันเป็นปีกทั้งสองข้าง จากโคนถึงยอดคล้ายตะขาบ ลำต้นกลมโตขนาดนิ้วก้อยผู้ใหญ่ เมื่อต้นสูงขึ้นจะกลายเป็นไม้เลื้อย ต้นและใบมีสีเขียวเข้ม

ประโยชน์/สรรพคุณ

ใช้ต้นและใบสด ตำผสมกับเหล้าขาวเอาน้ำทา เอากากพอกเป็นยาถอนพิษตะขาบและแมลงป่อง แก้ฟกบวม เคล็ดขัดยอก

ใบต้นสดๆ ตำผสมกับสุรา หยอดหู แก้หูเป็นน้ำหนวก เพียง 2-3 ครั้งจะแห้งหาย

เล็บมือนาง

เล็บมือนาง

เล็บมือนาง

เล็บมือนาง
รหัส 7-71150-001-035/1-4
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Quisqualis indica L.

ชื่อสามัญ : Drunen sailor, Rangoon ceeper

วงศ์ : COMBRETACEAE

ชื่ออื่น : จะมั่ง จ๊ามั่ง (ภาคเหนือ) ไท้หม่อง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อะดอนิ่ง (มลายู-ยะลา)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มเลื้อยที่เติบโตเร็ว ส่วนที่อ่อนมีขนสั้นหนานุ่ม สีสนิม ใบเดี่ยวติดตรงข้าม หรือบางส่วนสลับ หรือเวียนสลับเป็นวงรอบ ใบรูปหอกขอบขนานหรือรูปรี ขนาดกว้าง 5-18.5 ซม. ยาว 2.5-9 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมหรือค่อนข้างรูปหัว ดอกมีกลิ่นหอมออกเป็นช่อที่ยอดและตามซอกใบห้อยย้อยลงมา กลีบเลี้ยงเป็นหลอดมีสีเขียวปลายแฉกสามเหลี่ยมสั้นๆ กลีบดอกรูปขอบขนาน ขนาด 10-20 x 3-6 มม. ดอกเริ่มบาน สีขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูจนถึงแดงเข้ม ผลทรงรีแคบๆ 5 พู ยาวประมาณ 2.5 ซม. สีน้ำตาลแดงเป็นมัน
ส่วนที่ใช้ : ใบ ต้น ราก เมล็ดในของผลเล็บมือนางที่แก่แห้ง

สรรพคุณ :

ใบ
– ตำชโลม หรือทาแผล ทาฝี
– แก้ปวดศีรษะ แก้ไข้

ต้น – ใช้เป็นยาแก้ไอ

ราก – ใช้ถ่ายพยาธิ รักษาตานซาง

เมล็ด – ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวกลม, พยาธิเส้นด้ายในเด็ก

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ใช้เมล็ดในของผลเล็บมือนางที่แก่และแห้ง 4-5 เมล็ด (4-6 กรัม) หั่นทอดกับไข่ให้เด็กอายุประมาณ 5-6 ขวบรับประทานขับถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลม
ผู้ใหญ่ : ใช้ 5-7 เมล็ด (หนัก 10-15 กรัม) ทุบพอแตก ต้มเอาน้ำดื่ม หรือหั่นทอดกับไข่รับประทาน
ข้อควรระวัง : ถ้าใช้มากเกินขนาด จะทำให้อาเจียน มึนงง อ่อนเพลีย
สารเคมี : มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ Quisquallic acid

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.