Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2013

ว่านชักมดลูก

ว่านชักมดลูก

ว่านชักมดลูก

ว่านชักมดลูก
รหัส 7-71150-001-036/1-6
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma xanthorrhiza Roxb.

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร หัวใต้ดินขนาดใหญ่ อาจยาวถึง 10 ซม. เนื้อสีส้มถึงสีส้มแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกระจุกเหนือดิน รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมใบหอกกว้าง 15 – 20 ซม. ยาว 40 – 90 ซม. มีแถบสีม่วงกว้างได้ถึง 10 ซม. บริเวณกลางใบ ดอกช่อเชิงลด ออกที่บริเวณกาบใบ ก้านดอกยาว 15 – 20 ซม. กลีบดอกสีแดงอ่อน ใบประดับสีม่วง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน แปรรูปคล้ายกลีบดอกสีเหลือง ผลแห้ง แตกได้
ส่วนที่ใช้ : เหง้า ราก
สรรพคุณ :

ราก – แก้ท้องอืดเฟ้อ

เหง้า
– เป็นยาบีบมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วหลังจากการคลอดบุตร ทำให้ประจำเดือนมาปกติ ขับประจำเดือนในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ รักษาโรคมดลูกพิการปวดบวม
– แก้ปวดมดลูก
– แก้ริดสีดวงทวาร
– แก้ไส้เลื่อน
– ขับเลือด ขับลม ขับน้ำคาวปลา แก้โรคลม
– รักษาอาการอาหารไม่ย่อย

ยางนา

ยางนา
รหัส 7-71150-001-034/1-2
ยางนา เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อน สูงถึง 40 – 50 เมตร ในพบในประเทศกัมพูชา, ลาว, ไทย และเวียดนาม นอกจากนี้ ยังมีชื่อพื้นเมืองอื่นๆ อีก คือ กาตีล (เขมร ปราจีนบุรี) ขะยาง (ชาวบน นครราชสีมา) จ้อง (กะเหรี่ยง) จะเตียล (เขมร) ชันนา (ชุมพร) ทองหลัก (ละว้า) ยาง (กลาง,ตะวันออกเฉียงเหนือ) ยางกุง (เลย) ยางขาว (กลาง,ลำปาง) ยางควาย (หนองคาย) ยางตัง (ชุมพร,ใต้) ยางเนิน (จันทบุรี) ยางแม่น้ำ (กลาง) ยางหยวก (กลาง,หนองคาย) ราลอย (ส่วย สุรินทร์) และ ลอยด์ (โซ่ นครพนม)
อาณาจักร: Plantae
(unranked): Angiosperms
(unranked): Eudicots
(unranked): Rosids
อันดับ: Malvales
วงศ์: Dipterocarpaceae
สกุล: Dipterocarpus
ยางนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูง 40 – 50 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เปลือกเรียบหนาสีเทา โคนต้นมีพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอกกว้าง ปลายใบสอบเรียว เนื้อใบหนา กว้าง 8 – 15 เซนติเมตร ยาว 20 – 35 เซนติเมตร[2] ดอกสีชมพู ออกเป็นช่อสั้น ๆ สีน้ำตาล กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบประสานเหลื่อมกัน ปลายกลีบบิดเวียนตามกันแบบกังหัน เกสรเพศผู้มี 25 อัน รังไข่มี 3 ช่อง ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม ผลเป็นผลแห้งทรงกลม มีครีบตามยาว 5 ครีบ ปีกยาว 2 ปีก

ยางนา

ยางนา

โมกหลวง

โมกหลวง

โมกหลวง

โมกหลวง
รหัส 7-71150-001-110/1
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Holarrhena pubescens Wall. ex G. Don

วงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่ออื่น : ซอทึ, พอแก, ส่าตึ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); พุด (กาญจนบุรี); พุทธรักษา (เพชรบุรี); มูกมันน้อย, มูกมันหลวง, มูกหลวง, โมกเขา, โมกทุ่ง, โมกหลวง (ภาคเหนือ); โมกใหญ่ (ภาคกลาง); ยางพูด (เลย); หนามเนื้อ (เงี้ยว-ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กว้าง 3.5-14 ซม. ยาว 7-30 ซม. ก้านใบยาว 0.4-1.2 ซม. แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ รูปรีหรือขอบขนาน โคนใบป้านหรือรูปลิ่ม ปลายเรียวแหลม หรือเป็นติ่งแหลม ขอบเรียบ ผิวใบด้านบนและด้านล่างเป็นมัน เกลี้ยง หรือมีขนสั้นนุ่ม ดอกช่อแบบช่อกระจุก ดอกย่อยมีก้าน ดอกย่อยที่ด้านข้างเท่ากัน มีขนาดเล็กกว่าดอกย่อยที่ตรงกลางช่อ ช่อดอกยาว 4-14 ซม. ก้านช่อยาว 0.9-3.5 ซม. หรือไม่มีก้านช่อ ทุกส่วนเกลี้ยง หรือมีขนสั้นนุ่ม ดอกย่อยประกอบด้วย ก้านดอกย่อยสั้นมากหรือไม่มีก้าน ก้านดอกย่อย วงกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก ปลายของแต่ลุแฉกแหลม วงกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปดอกเข็ม ปลายแยก 5 แฉก กว้างประมาณ 0.4-0.8 ซม. ยาวประมาณ 0.7-2.3 ซม. สีขาว รูปขอบขนาน ปลายมน เกสรเพศจำนวน 5 อัน แยกกัน เกสรเพศเมีย 1 อัน อยู่เหนือวงกลีบ ผลแตกแนวเดียว รูปแถบเรียวยาว กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาว 37-45 ซม. ก้านผลยาว 1.6-2.5 ซม. เมล็ดจำนวนมาก มีปีกบาง
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ ผล เมล็ดใน กระพี้ แก่น ราก

สรรพคุณ :

เปลือกต้น – แก้บิด แก้ไข้พิษ

ใบ – ขับไส้เดือนในท้อง

ผล – ขับโลหิต

เมล็ดใน – แก้ไข้

กระพี้ – ฟอกโลหิต

แก่น – แก้โรคกลาก

ราก – ขับโลหิต

วิธีและประมาณที่ใช้
แก้บิด แก้ไข้พิษ

ใช้เปลือกต้นโมกหลวง ครึ่งกำมือ (6-10 กรัม) ผสมกับผลมะตูมแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน รวมกับเปลือกรากทับทิมครึ่งส่วน ตำให้เป็นผง ผสมน้ำผึ้ง ทำเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม (ของยาที่ผสมแล้ว) ประมาณ 3-5 เมล็ดพุทรา หรือใช้ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง

โกสน

โกสน

โกสน

โกสน
รหัส 7-71150-001-109/1
ชื่อสามัญ Croton

ชื่อวิทยาศาสตร์ Codiaeum varicgatum

ตระกูล EUPHORBIACEAE

ถิ่นกำเนิด ตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค

ลักษณะทั่วไป

โกสนเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทไม้พุ่มขนาดย่อม ผิวลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มตรงกลม ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะใบมีรูปร่าง สีสันขนาด แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง ดอกมีสีขาว เล็กมาก มีกลีบดอก 5 กลีบ

การปลูก

การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูง ขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก ควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี / ครั้ง เพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเมื่อต้องการเปลี่ยน ดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน โบราณนิยมปลูกบริเวณหน้าบ้าน หรือทำเป็นแนวรั้วบ้านเพื่อที่จะสร้างจุดเด่นให้กับบ้าน ขนาดหลุมปลูก
30 x 30 x 30 เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก
การขยายพันธุ์ การปักชำ การตอน

การดูแลรักษา
แสง ต้องการแสงแดดอ่อน รำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง
ดิน ดินร่วนซุย
ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ ปีละ 5-6 ครั้ง

มะขาม

มะขาม

มะขาม

มะขาม
รหัส 7-71150-001-108/1
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica L.

ชื่อสามัญ : Tamarind

วงศ์ : Leguminosae – Caesalpinioideae

ชื่ออื่น : ขาม (ภาคใต้) ตะลูบ(ชาวบน-นครราชสีมา) ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) หมากแกง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ส่ามอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ดอก ออกเป็นช่อเล็กๆ ตามปลายกิ่ง หนึ่งช่อมี 10-15 ดอก ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และหวาน
ส่วนที่ใช้ :

เมล็ดในที่กะเทาะเปลือกออกแล้ว (ต้องคั่วก่อน จึงกะเทาะเปลือกออก)

เนื้อหุ้มเมล็ด

สรรพคุณ :

เมล็ด – สำหรับการถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย

ใบ – ขับเสมหะ

แก่น – ขับโลหิต

เนื้อ – เป็นยาระบาย ขับเสมหะ แก้ไอ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ถ่ายพยาธิ
ใช้เมล็ดในที่มีสีขาว 20-25 เมล็ดต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานเนื้อทั้งหมด 1 ครั้ง หรือคั่วให้เนื้อในเหลือง กะเทาะเปลือก แช่น้ำให้นิ่ม เคี้ยวรับประทานเช่นถั่ว

แก้ท้องผูก
ใช้เนื้อหุ้มเมล็ดคลุกเกลือรับประทาน ระบายท้อง

แก้ไอ, ขับเสมหะ
ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียก จิ้มเกลือรับประทาน

สารเคมี :
– เนื้อในหุ้มเปลือก มี tartaric acid 8-18% invert sugar 30-40%
– เมล็ด มี albuminold 14-20% carbohydrate 59-65% semi-drying fixed oil 3.9-20% mucilaginous materal 60%

จันผา

จันผา

จันผา

จันผา
รหัส 7-71150-001-107/1-2
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena loureiri Gagnep.
ชื่อวงศ์ : Agavaceae
ชื่อสามัญ : -
ชื่อพื้นเมือง : จันทน์แดง ลักกะจันทน์
ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม
ขนาด [Size] : สูง 3- 7 เมตร
สีดอก [Flower Color] : สีขาวนวล
ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ก.ค.-ส.ค.
อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ช้า
ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินปนทรายหรือหินการระบายน้ำดี
ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง
แสง [Light] : แดดเต็มวัน-รำไร
ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปทรงไข่ เมื่อต้นโต
จะแผ่กว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามยาว
ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ ๆที่ปลายกิ่ง ใบรูปแถบยาวแคบ กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 45-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนทับ กันรอบลำต้น
ดอก (Flower) : สีขาวนวลตรงกลางดอกมีจุดสีแดง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่
ตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบดอก 6 กลีบ
ผล (Fruit) : ผลสด ทรงกลมขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงคล้ำ มีเมล็ดเดียว
การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ดอกมีกลิ่นหอม ปลูกเป็นไม้ประธานในสวนหิน ปลูก
เป็นกลุ่ม ปลูกประดับในอาคาร สระว่ายน้ำ ริมทะเล ทนลมแรง ทนเค็ม ไม่ทนน้ำท่วมขัง
ประโยชน์ : แก่นมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้เลือดออกตามไรฟัน

พลูด่าง

พลูด่าง

พลูด่าง

พลูด่าง
รหัส 7-71150-001-106/1-6
ชื่อวิทยาศาสตร์:
Scindapsus aureus Eagler
ชื่อวงศ์: ARACEAE
ชื่อสามัญ: Devil’s lvy
ชื่อท้องถิ่น: ราชินีหินอ่อน
ลักษณะวิสัย: ไม้ล้มลุก

ลักษณะทั่วไป: เป็นไม้เลื้อย ใบกลมขนาดใหญ่ ปลายใบมนแหลม ฐานใบมนแหลม ฐานใบมนเว้า พื้นใบเป็นสีเขียว มีสีเหลืองด่างเป็นแถบ ๆ ตามแผ่นใบ ออกใบ
และรากตามข้อของลำต้นก้านใบยาว โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้นตรงข้อ เป็นพรรณไม้เลื้อยเขตร้อนลำต้นอ่อน ใบเป็นรูปหัวใจ สีเหลืองด่าง สลับสีเขียวอ่อน
จะเลื้อยขึ้นในแนวดิ่งหรือปลูกให้เลื้อยไปตามฝาผนัง มีรากอากาศ มีดอกแต่ไม่สวยงาม จึงนิยมเลี้ยงเป็นไม้ประดับใบ
การกระจายพันธุ์: เป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในกระถางตั้งหลักยึดปลูกในกระถางแขวนด้วยดินร่วนซุย
หรือจะใส่ขวดน้ำปลูกเลี้ยงก็ได้
การขยายพันธ์ : โดยการตัดต้น หรือยอดมาปักชำ
ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร หรือปลูกเป็นไม้คลุมดิน หรือพรางสายตาจากสิ่งที่ไม่น่ามอง

เบิร์ดออฟพาราไดส์

เบิร์ดออฟพาราไดส์

เบิร์ดออฟพาราไดส์

ปักษาสวรรค์ หรือ เบิร์ดออฟพาราไดส์
รหัส 7-71150-001-105/1-7
ปักษาสวรรค์ หรือ เบิร์ดออฟพาราไดส์ (Bird of paradise) ชื่อวิทยาศาสตร์ Strelitzia reginae Ait. เป็นพืชดอก มีลำต้นทั้งที่เป็นลำต้นเดี่ยว และออกเป็นกอ มี 2 ลักษณะ คือ มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า และชนิดที่มีลำต้นเหนือดินเห็นชัดเจน

ปักษาสวรรค์มีลักษณะคล้ายเฮลิโคเนีย แต่ไม่ได้อยู่วงเฮลิโคเนียแต่อย่างใด ซึ่งปักษาสวรรค์อยู่วงศ์ Strelitziaceae ส่วนเฮลิโคเนียอยู่วงศ์ Heliconiaceae

ลักษณะเฉพาะ

ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปหอกแกมขอบขนาน คล้ายใบกล้วย ปลายใบแหลม โคนมนถึงสอบ ขอบเรียบกว้าง 10 – 15 ซม. ยาว 30 – 60 ซม. ก้านใบยาว 30 -60 ซม. บริเวณช่วงต่อกับแผ่นใบกลมมน โคนก้านใบแผ่แบนเป็นกาบโอบรอบต้น

ดอก ต้นจะเริ่มให้ดอกเมื่ออายุ 3 – 6 ปี ดอกมีรูปทรงคล้ายนกที่กำลังกางปีก อาจจะออกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นช่อประมาณ 3 – 7 ดอก ออกจากโคนกาบใบ ก้านช่อดอกกลม มีกาบรองดอกรูปเรือรองรับดอกย่อย

แต่ละดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงรูปหอกแคบยาว 3 กลีบ และกลีบดอกรูปหัวลูกศร 2 กลีบ ส่วนปลายกลีบห่อติดกัน มีเกสรเพศผู้และเพศเมียอยู่ภายใน ตอนปลายสุดของหัวลูกศรมียอดเกสรเพศเมียสีน้ำตาลยื่นออกมา

เมื่อดอกบานเต็มที่มีความยาว 8 – 12 ซม. ทยอยบานจากโคนช่อไปปลายช่อ

ผล มีรูปรี จะแห้งและแตก ภายในมีเมล็ด 3 เมล็ด รูปกลม มีเปลือกหนาสีดำ
การดูแล ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ควรปลูกกลางแจ้งให้ได้รับแสงแดดเต็มที่ รดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะไม่แฉะจนเกินไป ควรรดวันละครั้งในช่วงเช้า

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด หรือแยกหน่อหรือกอ
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม

ปักษาสวรรค์ ที่เข้าใจกันว่าเป็นชนิดหนึ่งของเฮลิโคเนียนั้น ความจริงแล้ว ไม่ได้อยู่ในสกุลเฮลิโคเนียแต่อย่างใด เนื่องจากมีลักษณะลำต้น ใบ และดอกที่คล้ายคลึงกัน

คนจึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน แต่ทั้งคู่เป็นพืชต่างวงศ์กัน ปักษาสวรรค์อยู่วงศ์ Strelitziaceae ส่วนเฮลิโคเนียอยู่วงศ์ Heliconiaceae

สนแผง

สนแผง

สนแผง

สนแผง
รหัส 7-71150-001-104/1-6
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calocedrus macrolepis Kurz

ชื่อวงศ์ : CUPRESSACEAE

ชื่อท้องถิ่น : สนใบต่อ แปกลม (ลม) สนแผง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

วิสัย : เป็นไม้ต้นประเภทพืชเมล็ดเปลือย ขนาดใหญ่ สูงถึง 35 ม. เรือนยอดทึบรูปร่ม ปลายกิ่งห้อยลง
ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบ สีน้ำตาลแดง เมื่อแก่จะล่อนหลุดเป็นสะเก็ดยาวบางๆ
ใบ : เป็นเกล็ด ขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ละ 4 เกล็ด แผ่นใบด้านล่างมีไขสีขาว
ดอก : แยกเพศ ดอกตัวผู้มีกาบกลมขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นรูปไข่ สีน้ำตาล ยาวประมาณ 0.5 ซม.
มีอับเรณูซ่อนอยู่ตามโคนกาบ ดอกตัวเมียออกเดี่ยว ตามปลายกิ่ง
ผล : รูปไข่ กว้าง 0.5 ซม. ยาว 1 ซม. เปลือกแข็ง แห้งแล้วแตก แยกเป็น 6 ส่วน เมล็ดเล็กสีน้ำตาลอ่อน
มีปีก 2 ปีก ยาวไม่เท่ากัน

การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในพม่า จีนภาคใต้ ลาว ไต้หวัน และเวียดนาม
ประเทศไทยพบทางภาคตะวันอกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย ในป่าดิบเขา ความสูงจากระดับทะเล 800-1,300 ม.

ประโยชน์ : เนื้อไม้ละเอียด สีเหลือง ใช้ในการบุผนังตกแต่งภายในอาคาร

กระเจียว

กระเจียว

กระเจียว

กระเจียว
รหัส 7-71150-001-103/1
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cercuma alismatifolia Gagnep
ชื่อไทย : กระเจียว , ปทุมมา , บัวสวรรค์
ชื่อสามัญ : Siam Tulip , Patumma
ชื่อการค้า : Curcuma Sharome
สกุลย่อย : Paracurcuma
กลุ่ม : Patumma
ทรงต้น : คล้ายกล้วย
ถิ่นกำเนิด : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ลักษณะทั่วไป :
– ทรงพุ่มสูงประมาณ 55 เซนติเมตร กว้างประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลำต้นเทียมสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร
– ใบ กาบใบสีเขียวโคนสีแดง ก้านใบยาวประมาณ 10 เซ็นติเมตร ใบเป็นรูปรีค่อนข้างแคบ กว้าง 7.5 เซ็นติเมตร ยาว 32 เซ็นติเมตร แผ่นใบเรียบไม่มีขน บริเวณเส้นกลางใบอาจมีสีแดง ไม่มีเส้นลอย
– ดอก ช่อดอกเกิดจากปลายลำต้นเทียม ก้านช่อดอกยาวประมาณ 50 เซ็นติเมตร ใบประดับสีเขียว บางครั้งอาจมีสีม่วงชมพูแต้มบ้าง ใบประดับไม่มีขน ขนาดกว้างประมาณ 2 เซ็นติเมตร ยาว 2.5 เซ็นติเมตร ใบประดับส่วนบนมีสีชมพูอมม่วง กว้าง 3.2 เซ็นติเมตร ยาว 5.5 เซ็นติเมตร จำนวนใบประดับส่วนบนจะแตกกันตามพันธุ์ และความสมบูรณ์ของต้น ดอกสีขาวปากสีม่วง ปากมีสันตามแนวยาว 2 สัน ด้านในของสันเป็นสีเหลือง กลีบสเตมิโนดมีสีขาวขนานกัน อับละอองเรณูป่องตลอดอัน

การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด , การแยกเหง้า , การผ่าเหง้า , การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
สภาพปลูกที่เหมาะสม : ดินร่วนระบายน้ำดี อินทรีย์วัตถุสูง แสงจัด
ประโยชน์ : ไม้ตัดดอก ไม้ดอกกระถาง ไม้ดอกประดับแปลง
จำนวนโครโมโซม ( 2n ) : 32
เวลาพร้อมผสม : 07:30 – 10:00 นาฬิกา

ประโยชน์และสรรพคุณ :
ดอกกระเจียวทานได้ ให้นำดอกอ่อนมาลวกจนสุกจิ้มกับน้ำพริก หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้ม หรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย
ดอกกระเจียวมีรสเผ็ดร้อน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.